สารให้ความหวาน ทางเลือกของคนลดน้ำตาล

สารให้ความหวานในปัจจุบันจะแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

1.สารให้ความหวานที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ได้แก่ น้ำตาลแอลกอฮอล์

1.1 น้ำตาลแอลกอฮอล์

ได้แก่ ซอร์บิทอล ไซลิทอล มักพบในลูกอมและหมากฝรั่ง

สามารถใช้กับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

รับประทานไม่เกินวันละ 30-50 กรัม 

2.สารให้ความหวานที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ได้แก่ แอสปาแตม, Acesulfame K,หญ้าหวาน(Stevia),

ซึ่งกลุ่มนี้จะให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 200 เท่า

2.1 แอสปาแตม (Aspartame) (อุณหภูมิสูงจะเกิดการสลายตัว)

นิยมใช้ในเครื่องดื่มน้ำอัดลม

สามารถใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานได้ 

บริโภคไม่เกิน 50 มก./น้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน

ผู้ป่วยที่เป็นโรค Phenylketonuria ควรหลีกเลี่ยง

2.2 Acesulfame K (ทนความร้อนสูง ละลายน้ำได้)

นิยมใช้ใน เจลาติน หมากฝรั่ง ของหวานแช่แข็ง

และใช้ร่วมกับสารให้ความหวานชนิดอื่น เช่น แอสปาแตม

บริโภคไม่เกิน 15 มก./น้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน

2.3 หญ้าหวาน(Stevia) (ทนกรด และทนความร้อนได้ถึง 200 องศาเซลเซียส)

ใช้หุงต้มอาหาร และในการหมักเนื้อสัตว์

บริโภคไม่เกิน 4 มก./น้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน

2.4 ซูคราโลส (Sucralose) (ทนความร้อนได้สูงและสามารถละลายได้ในน้ำ)

นิยมใช้กับขนม เครื่องดื่ม ชา กาแฟ

รสชาติใกล้เคียงน้ำตาลทราย

บริโภคไม่เกิน 15 มก./น้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน

ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 600 เท่า

2.5 แซ็คคาริน (Saccharin) (ละลายน้ำได้)

นิยมใช้กับผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ไอศกรีม แยม น้ำสลัด และผสมในผัก-ผลไม้ดอง

บริโภคไม่เกิน 5 มก./น้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน

ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 300 เท่า